วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เอนจิ้นเบรค คืออะไร ? (Engine Brake)


Engine Brake



 Engine Brake ไม่ใช่ระบบเบรค แต่คือแรงหน่วงของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นเมื่อเราปิดคันเร่งจนสุด เครื่องยนต์จะเกิดอาการตื้อและหน่วงให้รถวิ่งช้าลง นั่นแหละครับคือ เอนจิ้นเบรค หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ส่วนกลับของกำลังเครื่องยนต์ (Negative Horsepower)
     โดยปกติแล้ว Engine Brake ในเกียร์ต่ำจะมีแรงหน่วงมากกว่าเกียร์สูง ถ้าเรียงตามลำดับจะได้ 1 > 2 > 3 > 4 > 5 > 6 และยิ่งเครื่องยนต์มีกำลังแรงม้ามากเท่าไร Engine Brake ก็จะมากตามไปด้วย สังเกตได้จากรถบ้านเล็กๆ ทั่วไปที่มีแรงม้าเพียงน้อยนิดจะไม่รู้สึกถึงแรงหน่วงอะไรมากมาย แต่ถ้ารถใหญ่ขนาด 1,000 ซีซี 200 แรงม้า ปิดคันเร่งทีแทบจะหัวทิ่มกันเลยทีเดียว
แล้ว Engine Brake มีประโยชน์อย่างไร?
อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า Engine Brake คือแรงหน่วงของเครื่องยนต์ ซึ่งเราจะใช้ Engine Brake ก็ต่อเมื่อไม่ต้องการให้รถไหลเร็วเกินไป และใช้เบรคน้อยที่สุด พอจะนึกออกไหมว่าใช้ในสถาณการณ์ไหน? … นึกออกไหม … ก็ใช้ตอนลงเขาหรือเนินลาดชันยังไงล่ะครับ อย่างเช่น ดอยอินทนนท์ หรือเส้นทางลงเขาตามภาคเหนือที่เป็นทางโค้งยาวหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร ถ้าใช้เกียร์สูงรถก็จะไหลเร็วเกินไป พอใช้เบรคเยอะเกินไปก็จะเกิดความร้อนสูงสะสมในผ้าเบรคและจานเบรคจนเสียสภาพการยึดเกาะ หรือที่เรียกว่า “เบรคแตก” เบรคไหม้ เบรคหาย เบรคไม่อยู่ ถึงเวลานั้นก็เล็งไว้เลยว่าจะเอาต้นไม้ต้นไหนเป็น stopper….....
     ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว เราจึงควรใช้เบรคให้น้อยที่สุด โดยใช้เกียร์ต่ำหน่วงรถไม่ให้ไหลเร็วเกินไป ส่วนจะใช้เกียร์ 1 , 2 หรือ 3 ก็แล้วแต่สถาณการณ์และความเร็วที่เหมาะสมครับ  นี่แหละคือประโยชน์ของ Engine Brake
ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการใช้ Engine Brake
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อวิ่งมาเร็วๆ แล้วจะลดความเร็ว ให้ลดเกียร์ลงเพื่อดึง Engine Brake มาใช้ … อยากบอกไว้ตรงนี้เลยว่าเป็นความเข้าใจที่ “ผิด” ผิดชนิดฝังหัวตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเลยล่ะ จริงๆ แล้วถ้าจะลดความเร็วให้ใช้ “เบรค” ไม่ใช่ให้ลดเกียร์ (แม้แต่นักแข่งระดับโลกยังไม่มีใครเขาทำกัน) จะเบรคมือหรือเบรคเท้าก็ว่ากันไปตามสูตรเบรคหน้า 70% หลัง 30% หรือถ้ารถใครมีระบบกระจายแรงเบรคก็สบายไป แต่หลักๆ แล้วจะใช้เบรคหน้ามากกว่าหลังเสมอ
     การวิ่งมาเร็วๆ แล้วลดเกียร์ลงในทันทีจะทำให้รอบเครื่องดีดขึ้นสูงอย่างฉับพลัน เกิดแรงกระชากมหาศาลภายในเครื่องยนต์ ฟันเฟืองเอย เพลาเอย ข้อเหวี่ยงเอย โซ่ สเตอร์ ฯลฯ ถูกกระชากอย่างรุนแรง ถึงแม้ไม่ทำให้เครื่องพังในทันทีแต่ย่อมมีการสึกหรอตามมาอย่างแน่นอน เมื่อรอบเครื่องทำงานไม่สัมพันธ์กับความเร็ว อัตราการหมุนของล้อก็ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่ง เกิดอาการที่เรียกว่า skid เสียงยางดังเอี๊ยดๆๆ คือล้อหมุนช้ากว่าระยะทางที่เคลื่อนที่ไป ทำให้ยางดีดเด้ง ไม่จับกับพื้นถนน สะบัดซ้ายทีขวาที สูญเสียการควบคุมซึ่งอันตรายมากครับ
การเบรคที่ถูกต้องทำอย่างไร
1. ปิดคันเร่งให้สุด เพื่อเรียก Engine Brake มาหน่วงให้รถไหลช้าลง ที่สำคัญ “ห้ามกำคลัชต์เด็ดขาด” เพราะเป็นการตัด Engine Brake โดยสิ้นเชิง
2. แตะเบรคหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักมาล้อหลัง แล้วจึง…
3. แตะเบรคหน้า เพื่อหยุดรถ…แค่นั้นเอง
     ทั้งหมด 3 ข้อนั้นจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำ 3 อย่างนี้พอ ไม่ต้องมัวไปปลี่ยนเกียร์ให้เสียเวลา เสียสมาธิ ฝึกให้คล่องแล้วเวลาใช้จริงจะเป็นการเบรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้จำไว้ว่าระบบเบรคหลักคือเบรคหน้า เบรคหลังไว้ช่วยทรงตัว และ Engine Brake คือตัวเสริม และเมื่อความเร็วลดลงจนถึงระดับที่ปลอดภัยแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เพื่อไปต่อ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น